ติดต่อสอบถาม - Email - ladyful@gmail.com

ผิวสวยด้วยน้ำ

ผิวสวยด้วยน้ำ

ผิวสวยด้วยน้ำ

น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถขาดได้ ในชีวิตประจำวันของคนเรา โดยปกติเราจะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อคอแห้ง หรือดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารเพื่อดับกระหายเท่านั้น ซึ่งนั่นอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ถ้าเราลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำกันใหม่ เราก็สามารถผิวสวย สุขภาพดีได้แบบไม่ต้องลงทุนเหมือนกันนะจ๊ะ ด้วย 6 เคล็ดลับผิวสวยด้วยน้ำคะ

1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำ ดื่มน้ำแร่ธรรมชาติให้ได้วันละ2ลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำบริสุทธิ์ในปริมาณที่เพียงพอ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสม ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร และ ขับของเสียไปตามกระแสเลือด

2. วางน้ำดื่มไว้ข้างเตียงก่อนเข้านอน เมื่อตื่นมากลางดึก ถ้าร่างกายได้น้ำดื่มสักแก้วจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย และสามารถนอนหลับต่อได้อย่างง่ายดายคะ

3. พกน้ำดื่มติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ระหว่างการเดินทาง หรือที่บ้าน เป็นต้น เพราะการดื่มน้ำให้ติดเป็นนิสัย จะทำให้สุขภาพดีนะจ๊ะ

4. ดื่มน้ำจากขวดให้ได้บ่อยที่สุด เพราะดื่มง่าย พกพาสะดวก และเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำได้มากขึ้นด้วย

5. ดื่มน้ำให้สม่ำเสมอเมื่อเล่นกีฬา โดยดื่มน้ำทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายในปริมาณที่มากพอ เพื่อชดเชยการเสียเหงื่อของร่างกาย

6. ไอเดทด้วยน้ำ ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนและหลังรับประทานอาหารกลางวัน จะช่วยลดอาการหิวควบคุมปริมาณการทานอาหาร และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงประเภทอื่นคะ

การดื่มน้ำให้ถูกวิธีก็เป็นอีกหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ผิวของเราดูเปล่งปลั่งสดใส และมีสุขภาพดีนะจ๊ะ

การดูแลผิวพรรณด้วยสมุนไพร

ความสวยความงาม นับเป็นเรื่องที่มนุษย์เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คน หรือเรียกว่าเป็นจิตวิทยาของโลกเลยทีเดียว การได้เห็นของสวยๆ งามๆ ย่อมทำให้จิตใจชุ่มชื่น แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ด้วยทางอาหารที่ครบถ้วน ก็จะทำให้ผิวพรรณสดใสงดงามได้

แต่ในปัจจุบันนี้สังคมได้พัฒนาไปมากด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ได้มีการสกัดสารสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นบำรุงผิวพรรณ หรือเครื่องประทินความงามอื่นๆ มาวางตลาดให้เลือก แต่ย่อมมีราคาแพง จึงเป็นผลให้คนที่ยึดติดกับเรื่องความสวยความงามต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก

สถาบันการแพทย์แผนไทย เล็งเห็นความต้องการของประชาชน จึงพยายามค้นหาทางเลือกให้สำหรับคนรักสวยรักงาม แต่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็อาจเลือกใช้สารจากธรรมชาติในการดูแลความงามด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้มากด้วยราคา

ฉะนั้นในฉบับนี้ สถาบันการแพทย์แผนไทย จึงคัดเลือกสมุนไพรที่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ พร้อมวิธีใช้มาเสนอ อาทิ ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีจารึกไว้ว่า แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็ยังใช้ว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวพรรณ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงามนั้นก็ได้นำความรู้ดั้งเดิมมาประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาไทย หรือภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างมากในการพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

สมุนไพรบำรุงผิวหน้าและผิวกาย

1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle) คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางค์หลายอย่างที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติ สามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึมทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่าว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิวและลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย

การใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออกใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่าตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ทาตรงบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดงแสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว

นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวที่มันก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้งก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้

2. งา (Sesamum indicum Linn., S. orientle,L) เป็นพืชล้มลุกให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำและสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ประมาณ 45-54 % น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออกโดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนังเพื่อบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ช่วยประทินผิวให้นุ่มนวลไม่หยาบกร้าน

3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.) จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกว่ายังมีเอนไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่มเกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสดผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาดแทนน้ำแตงกวา ปัจจุบันมีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพรที่หาง่ายมีประโยชน์ราคาถูก ใช้ติดต่อกันเป็นประจำจะทำให้สวยสดชื่นมีน้ำมีนวล

4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.) ในมะเขือเทศจะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุกจะมีสาร 1icopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้าจะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้

5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.) ในขมิ้นจะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีเหลืองทองใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้อีกด้วย

6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata) ได้จากผึ้ง ในน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส, ฟรุกโตส, ขี้ผึ้ง, อัลบูมินอยด์, ละอองเกสรดอกไม้, และฮอร์โมนเอสโตรเจนจำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้าทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้งเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์สูงและหาง่าย นอกจากนี้ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยบำรุงหนังศรีษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม

7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn) มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขามจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบันได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่นและนมสดผสมให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มได้

จากที่กล่าวมาแล้ว เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีการใช้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน และได้ถูกลืมไปชั่วระยะหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และค่านิยมของคนไทยต่อค่านิยมด้านวัตถุ ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจสินค้าจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเป็นที่สังเกตว่าคนต่างประเทศสนใจภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม ซึ่งจะเห็นบ่อยว่ามีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามที่มีส่วนผสมของสมุนไพร

การที่เราหันไปใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ใช้สะดวกราคามักจะสูง แต่ถ้าเรานำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ในบ้านเรามาใช้เอง ได้สารสำคัญที่สดใหม่ ราคาถูก ไม่มีสารเคมีเจือปน อะไรที่เราหาได้ง่าย และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราปลูกใช้ได้เราจะทำให้เราพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน

ที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย

เคล็ด(ไม่)ลับ การดูแลผิวพรรณ

การจะดูแลผิวพรรณให้ได้ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลนั้น ก่อนอื่นคุณสาวๆ ควรรู้จักที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองเสียก่อน โดยผิวของคนเรานั้นก็แบ่งออกเป็นผิวแห้ง, ผิวมัน ผิวผสม และผิวธรรมดา อีกทั้งผิวในแต่ละแบบดังที่กล่าวมาก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

ผิวแห้ง
ผิวแห้งนั้นมีสาเหตุมาจากผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ อีกทั้งผิวยังไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ ซึ่งจะตรงข้ามกับผิวมัน ผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน และอาจรุนแรงถึงขั้นลอกเป็นขุย ผิวจะให้สัมผัสที่ไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร แถมเกิดริ้วรอยได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ผิวก็จะมีแนวโน้มแห้งมากขึ้น เพราะต่อมไขมันทำงานช้าลง ดังนั้นการดูแลผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ให้กับผิวและป้องกัน ริ้วรอย อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาทิ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือเชียร์บัตเตอร์ เป็นต้น

ผิวผสม
เป็นผิวที่มีทั้ง ผิวแห้ง และ ผิวมัน ผิวค่อนข้างมันใน บริเวณ T-Zone หน้าผาก จมูก คาง ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาเรื่องสิวได้ ส่วนผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้าง มีลักษณะ ผิวธรรมดา หรือ ผิวแห้ง การดูแลผิวจึงควรเลือก ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปรับสมดุล ของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน

 

  ผิวธรรมดา
เป็นผิวที่ดีที่สุด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง ผิวแห้ง เกินไปหรือมันเกินไป ปัญหาเรื่อง ริ้วรอย หรือ สิว จึงพบได้น้อย นอกจากการทำความสะอาด ปรับสภาพผิว และเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว ก็ควรดูแลผิว เพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญ กับภาวะอากาศที่ร้อนจัด หรือ หนาวจัด เพื่อคงสุขภาพผิวที่ดีไว้ โดยคุณสามารถดูแลผิวธรรมดาของคุณให้สวยได้ง่ายๆ เพียบงแค่ใช้โลชั่นน้ำนม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ว่านหางจระเข้, ดอกคาโมมาย, เชียร์บัตเตอร์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีนสกัดจากน้ำนม และถั่วเหลือง เป็นต้น เพราะนอกจากส่วนผสมดังกล่าวจะช่วยทนุถนอมผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยปกป้องผิวจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย

ผิวมัน
เกิดจากการที่ ต่อมไขมัน ทำงานมากเกินปกติและ รูขุมขน ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จึงปรากฏความมัน ของผิวโดยเฉพาะ บริเวณ T-Zone ปัญหาที่ตามมา คือ สิว เพราะเกิดการ อุดตัน ของน้ำมันตามรูขุมขน แต่คนผิวมันจะไม่เกิด ปัญหาริ้วรอย ได้ง่ายเหมือนผิวประเภทอื่น การดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุม ความมัน และป้องกันสิว ทางที่ดีใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่มีส่วนผสม หรือสารสกัดจากธรรมชาติจะดีที่สุดค่ะ

 นอกจากสภาพผิวที่ได้แจกแจงไปแล้ว คุณสาวๆ บางคนก็ประสบปัญหาแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้เป็นผื่น คัน บ้างก็รุนแรงถึงขั้นเป็นรอยไหม้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแพ้ง่ายล่ะก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดสูตรอ่อนโยนทั้งหลาย ใครที่ใช้แต่สบู่ก้อนอาบน้ำมาโดยตลอด และประสบกับปัญหาผิวแห้งตึง แตก คัน ก็ลองเปลี่ยนมาใช้เจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีส่วนผสมของสารชำระล้างที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เพราะเจลอาบน้ำส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งผิวที่แห้งตึงเอาไว้ให้เราหลังอาบน้ำ

ถ้าอยากขัดผิวบ้างเป็นครั้งคราวก็ต้องเลือก ดูส่วนผสมของครีมขัดเป็นสำคัญ เพราะครีมขัดโดยทั่วไปมักทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วยิ่งแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้น ครีมขัดที่เหมาะกับคนทุกสภาพผิวก็ควรมีส่วนผสมของสิ่งที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ มะละกอ, กากกาแฟ หรือเกลือทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ยังต้องมีสิ่งที่จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นหลังการขัดเป็นต้นว่าน้ำมันมะพร้าว เชียร์บัตเตอร์ หรือน้ำผึ้ง

เรื่องของกลิ่นก็สำคัญ เพราะช่วงเวลาที่เราอาบน้ำ หรือขัดผิวก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ผ่อนคลายทั้งหายและใจ ดังนั้น การเลือกกลิ่นก็สำคัญ อย่างกลิ่นของกาแฟ และอบเชยก็จะช่วยให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกลิ่นของกานพลู โรสแมรี่ และตะไคร้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายได้ไม่แพ้กันค่ะ

ที่มา : http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=35&post_id=27433