ติดต่อสอบถาม - Email - ladyful@gmail.com

การเลือกแต่งตัวให้ดูผิวขาว

September 28, 2009 โดย Rainbow  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

dress-28-29-2009คนทุกเพศทุกวัย ใครๆก็อยากที่จะมีผิวขาวกันเนอะ เพราะผิวขาวน่ะจะใส่อะไรก็สวย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า โอ๊ย!…สารพัด แต่คนผิวเข้มหรือผิวคล้ำก็ไม่ต้องน้อยอกน้อยใจไปนะจ๊ะ โบว์ มีวิธีในการแต่งตัวให้ดูดีได้ไม่แพ้คนผิวขาวแน่นอนจ๊ะ

เริ่มด้วยสีสันของเสื้อผ้ากันดีกว่า สำหรับคนผิวขาวจะเลือกแต่งสีสันสดใสยังไงก็ได้ ในขณะที่คนผิวคล้ำต้องเลือกสีสันที่ไม่ตัดกันจนเกินไป เพียงแค่ปรับเอาสีสันมาใส่กะสีพื้นๆเท่านั้น ตัวอย่างเช่น เสื้อสีนู๊ดๆ กับ กระโปรงสีดำมีโบว์เล็กๆน่ารักหรือกางเกงยืนฟอก(ที่สีซีดๆน่ะจ๊ะ)ก็น่ารักไปอีกแบบเหมือนกัน และที่สำคัญยังดูโดดเด่นและดูดีได้อีกด้วยนะ
การจะแต่งตัวให้ดูดีนั้นต้องมาควบคู่กับความมั่นใจนะจ๊ะ แต่ละคนไม่ว่าจะผิวขาวหรือผิวคล้ำก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน เราจึงควรที่จะดึงจุดเด่นของตัวเองออกมานะคะ อย่างเช่น ผิวคล้ำแต่ขาสวย ก็อาจจะเลือกใส่กระโปรงสั้นหรือกางเกงขาสั้นก็ดูสวยมั่นใจและโฉบเฉี่ยว หรือถ้าผิวคล้ำเรียบเนียนก็ลองใส่เสื้อเปิดไหล่ดูสิ ดูดีไปอีกแบบคะ

มาดูเครื่องประดับกันบ้างดีกว่าคะ เครื่องประดับเป็นสิ่งที่ช่วยให้การแต่งตัวให้ดูมีลูกเล่นมากขึ้น และยังช่วยขับผิวอีกด้วยนะ เช่น สร้อยไข่มุก เสื้อผ้าที่ใส่ก็ควรเป็นแบบเปิดหน่อยค่ะ เช่น เสื้อแขนกุด สายเดี่ยว เกาะอก เป็นต้นค่ะ เพราะไม่เหมาะกับเสื้อผ้าหนักๆ สวมทับหลายๆตัวอย่าง เสื้อเชิ้ตใส่สูททับ

แค่นี้เราก็ดูดีได้ในสไตล์ของตัวเองแล้วนะค่ะ เพียงแค่เรารู้จักจับนู่นแต่งนี่ให้เข้ากับบุคลิก ดึงจุดเด่น ลบจุดด้อย ก็สวยไม่แพ้ใครแล้วคะ

Tips:

-          สำหรับคนผิวคล้ำ ควรใส่เสื้อผ้าโทนสีเบจ จะช่วยขับผิวให้ดูสว่าง ขาวขึ้นนะจ๊ะ

-          ความมั่นใจ ก็ทำให้เราดูดีได้เหมือนกันนะ

การดูแลผิว

September 28, 2009 โดย Rainbow  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

skin-cream

ผิวพรรณจะสวย สดใส ดูมีสุขภาพดีนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารการกิน การดูแลตัวเอง การทำความสะอาดผิว เป็นต้น แต่ถ้าสุขภาพกาย และสุขภาพจิตไม่ดีก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของเราเกิดการหมองคล้ำ และไม่สดใสเท่าที่ควรได้คะ

เรามารู้จักคำว่า “ผิวสวย” กันก่อนดีกว่านะจ๊ะ ผิวสวยก็คือ ผิวสะอาด สดใส ดูมีชีวิตชีวา ซึ่งมาจากการทำความสะอาดอย่างถูกวิธีนั่นเอง ถ้าเราทำความสะอาดอย่างถูกวิธี จะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วของผิวออกไปและยังรักษาความชุ่มชื้นภายใต้ผิวหนังไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไปอีกด้วยคะ

ใครที่อยากมีผิวสวย และอยากดูแลผิวอย่างถูกวิธี โบว์มี 7 วิธีดูแลผิวดีดีที่ใครๆก็สามารถทำได้มาแนะนำกันค่ะ

  1. ควรรับประทานวิตามินซีเป็นประจำนะจ๊ะ(ผักสด, ผลไม้สด) เพราะจะช่วยให้ผิวผุดผาดและสุขภาพดีขึ้น ช่วยให้หายเหนื่อยล้าเมื่อเลิกงาน
  2. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ
  3. รับประทานอาหารที่มีคุณค่า และงดทานขนมหวานนะจ๊ะ
  4. ออกกำลังกายบ้าง เพื่อให้เกิดความสดชื่น และคิดถึงเรื่องที่ดีๆ
  5. อย่าอาบแดดจัดๆ แม้แสงแดดจะมีประโยชน์คือ ช่วยกระตุ้นบำรุงผิวตามธรรมชาติ  ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โลหิตหมุนเวียนสะดวก จิตใจร่างเริง และทำให้ผิวหน้าดูมีชีวิตชีวาขึ้น แต่ถ้ารับแสงแดดมากเกินไปก็จะทำให้ผิวดูแก่เร็ว และแห้งค่ะ
  6. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เช็ดหน้าแรงๆด้วยผ้าหยาบๆ ล้างหน้าบ่อยๆเมื่ออยู่ในห้องแอร์หรือห้องร้อนจัด เพราะเป็นการทำลายชั้นบนของผิว ซึ่งเป็นปัญหาของริ้วรอย ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก
  7. นอนหลับให้เพียงพอ จะทำให้หน้าของเราดูสดสวยผ่องใส ไร้รอยหมองคล้ำ ริ้วรอยต่างๆและถุงใต้ตานะจ๊ะ

แค่นี้ ผิวของเราก็จะสวย สดใส ผุดผ่อง มีสุขภาพดีแล้วค่ะ

Tips:

- สำหรับคนที่มีผิวแห้งมากๆนะคะ  ควรใช้สบุ่ที่ช่วยทำความสะอาดมากกว่าชนิดที่เกิดฟอง เพื่อรักษาปริมาณน้ำมันในผิวไม่ให้สูญเสียไป

-ส่วนคนที่ผิวมัน ก็ควรทำความสะอาดใบหน้าและลำคอบ่อยๆค่ะ และล้างหน้าให้สะอาดเพื่อไม่ให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปและนานเกินไปคะ

รู้หรือไม่? ว่าการอาบน้ำก็ทำให้ผิวสวยได้

September 26, 2009 โดย Rainbow  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

water-28-09-2009วันนี้ โบว์ มีเคล็ดลับดีๆในการอาบน้ำมาแนะนำกันค่ะ

ถ้าพูดถึงการอาบน้ำ หลายๆคนจะเข้าใจว่าการอาบน้ำอุ่นนั้นดีต่อสุขภาพเพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่ความจริงแล้ว การอาบน้ำอุ่นทำให้ผิวแห้งและยังทำให้เลือดหมุนเวียนช้าอีกด้วย เราจีงควรหันมาอาบน้ำเย็นกันดีกว่าเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี เพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แถมยังช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ดูมีเลือดฝาดเปล่งปลั่งอีกด้วยนะจ๊ะ

หลังจากอาบน้ำเสร็จ หาผ้าขนหนูที่มี่ความหนานุ่มมาเช็ดตัวด้วยความแรงที่มากกว่าเดิมเล็กน้อย หลักจากนั้นใช้มือลูบผิวกายให้ทั่วเพื่อกระตุ้นเซลล์ผิวและช่วยลดรอยด่างดำ

การดูแลตัวเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ หันมาสนใจดูแลตัวเองกันซักนิดเพื่อผิวพรรณที่สดใสและเกลี้ยงเกลากันดีกว่านะจ๊ะ

การดูแลผิวพรรณด้วยสมุนไพร

September 23, 2009 โดย สายลม  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

ความสวยความงาม นับเป็นเรื่องที่มนุษย์เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คน หรือเรียกว่าเป็นจิตวิทยาของโลกเลยทีเดียว การได้เห็นของสวยๆ งามๆ ย่อมทำให้จิตใจชุ่มชื่น แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์ด้วยทางอาหารที่ครบถ้วน ก็จะทำให้ผิวพรรณสดใสงดงามได้

แต่ในปัจจุบันนี้สังคมได้พัฒนาไปมากด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ได้มีการสกัดสารสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลชั่นบำรุงผิวพรรณ หรือเครื่องประทินความงามอื่นๆ มาวางตลาดให้เลือก แต่ย่อมมีราคาแพง จึงเป็นผลให้คนที่ยึดติดกับเรื่องความสวยความงามต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก

สถาบันการแพทย์แผนไทย เล็งเห็นความต้องการของประชาชน จึงพยายามค้นหาทางเลือกให้สำหรับคนรักสวยรักงาม แต่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายก็อาจเลือกใช้สารจากธรรมชาติในการดูแลความงามด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้มากด้วยราคา

ฉะนั้นในฉบับนี้ สถาบันการแพทย์แผนไทย จึงคัดเลือกสมุนไพรที่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ พร้อมวิธีใช้มาเสนอ อาทิ ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีจารึกไว้ว่า แม้แต่พระนางคลีโอพัตราก็ยังใช้ว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวพรรณ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความรู้สมัยใหม่ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงามนั้นก็ได้นำความรู้ดั้งเดิมมาประยุกต์ ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาไทย หรือภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีส่วนเป็นอย่างมากในการพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

สมุนไพรบำรุงผิวหน้าและผิวกาย

1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle) คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางค์หลายอย่างที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติ สามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึมทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่าว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิวและลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย

การใช้ว่านหางจระเข้เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออกใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่าตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาวของว่านหางจระเข้ทาตรงบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดงแสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว

นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้านและลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวที่มันก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้งก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้

2. งา (Sesamum indicum Linn., S. orientle,L) เป็นพืชล้มลุกให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำและสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ประมาณ 45-54 % น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออกโดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนังเพื่อบำรุงผิวพรรณให้ผุดผ่อง ช่วยประทินผิวให้นุ่มนวลไม่หยาบกร้าน

3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.) จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกว่ายังมีเอนไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่มเกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสดผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาดแทนน้ำแตงกวา ปัจจุบันมีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพรที่หาง่ายมีประโยชน์ราคาถูก ใช้ติดต่อกันเป็นประจำจะทำให้สวยสดชื่นมีน้ำมีนวล

4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.) ในมะเขือเทศจะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุกจะมีสาร 1icopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้าจะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้

5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.) ในขมิ้นจะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีเหลืองทองใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดได้อีกด้วย

6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata) ได้จากผึ้ง ในน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส, ฟรุกโตส, ขี้ผึ้ง, อัลบูมินอยด์, ละอองเกสรดอกไม้, และฮอร์โมนเอสโตรเจนจำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้าทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้งเป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่ให้ประโยชน์สูงและหาง่าย นอกจากนี้ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยบำรุงหนังศรีษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม

7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn) มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขามจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบันได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่นและนมสดผสมให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มได้

จากที่กล่าวมาแล้ว เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีการใช้สืบต่อกันมาเป็นเวลานาน และได้ถูกลืมไปชั่วระยะหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และค่านิยมของคนไทยต่อค่านิยมด้านวัตถุ ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจสินค้าจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเป็นที่สังเกตว่าคนต่างประเทศสนใจภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม ซึ่งจะเห็นบ่อยว่ามีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามที่มีส่วนผสมของสมุนไพร

การที่เราหันไปใช้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ใช้สะดวกราคามักจะสูง แต่ถ้าเรานำเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ในบ้านเรามาใช้เอง ได้สารสำคัญที่สดใหม่ ราคาถูก ไม่มีสารเคมีเจือปน อะไรที่เราหาได้ง่าย และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราปลูกใช้ได้เราจะทำให้เราพึ่งตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน

ที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย

เคล็ด(ไม่)ลับ การดูแลผิวพรรณ

September 23, 2009 โดย สายลม  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

การจะดูแลผิวพรรณให้ได้ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลนั้น ก่อนอื่นคุณสาวๆ ควรรู้จักที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองเสียก่อน โดยผิวของคนเรานั้นก็แบ่งออกเป็นผิวแห้ง, ผิวมัน ผิวผสม และผิวธรรมดา อีกทั้งผิวในแต่ละแบบดังที่กล่าวมาก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

ผิวแห้ง
ผิวแห้งนั้นมีสาเหตุมาจากผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ อีกทั้งผิวยังไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ ซึ่งจะตรงข้ามกับผิวมัน ผิวแห้งจะมีรูขุมขนที่ละเอียด แต่ผิวแห้งกร้าน และอาจรุนแรงถึงขั้นลอกเป็นขุย ผิวจะให้สัมผัสที่ไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร แถมเกิดริ้วรอยได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ผิวก็จะมีแนวโน้มแห้งมากขึ้น เพราะต่อมไขมันทำงานช้าลง ดังนั้นการดูแลผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ให้กับผิวและป้องกัน ริ้วรอย อย่างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ อาทิ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือเชียร์บัตเตอร์ เป็นต้น

ผิวผสม
เป็นผิวที่มีทั้ง ผิวแห้ง และ ผิวมัน ผิวค่อนข้างมันใน บริเวณ T-Zone หน้าผาก จมูก คาง ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาเรื่องสิวได้ ส่วนผิวบริเวณแก้มทั้งสองข้าง มีลักษณะ ผิวธรรมดา หรือ ผิวแห้ง การดูแลผิวจึงควรเลือก ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปรับสมดุล ของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน

 

  ผิวธรรมดา
เป็นผิวที่ดีที่สุด ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง ผิวแห้ง เกินไปหรือมันเกินไป ปัญหาเรื่อง ริ้วรอย หรือ สิว จึงพบได้น้อย นอกจากการทำความสะอาด ปรับสภาพผิว และเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว ก็ควรดูแลผิว เพิ่มเติมเมื่อต้องไปเผชิญ กับภาวะอากาศที่ร้อนจัด หรือ หนาวจัด เพื่อคงสุขภาพผิวที่ดีไว้ โดยคุณสามารถดูแลผิวธรรมดาของคุณให้สวยได้ง่ายๆ เพียบงแค่ใช้โลชั่นน้ำนม ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ อาทิ ว่านหางจระเข้, ดอกคาโมมาย, เชียร์บัตเตอร์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีนสกัดจากน้ำนม และถั่วเหลือง เป็นต้น เพราะนอกจากส่วนผสมดังกล่าวจะช่วยทนุถนอมผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้นแล้ว ก็ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ช่วยปกป้องผิวจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย

ผิวมัน
เกิดจากการที่ ต่อมไขมัน ทำงานมากเกินปกติและ รูขุมขน ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จึงปรากฏความมัน ของผิวโดยเฉพาะ บริเวณ T-Zone ปัญหาที่ตามมา คือ สิว เพราะเกิดการ อุดตัน ของน้ำมันตามรูขุมขน แต่คนผิวมันจะไม่เกิด ปัญหาริ้วรอย ได้ง่ายเหมือนผิวประเภทอื่น การดูแลผิวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุม ความมัน และป้องกันสิว ทางที่ดีใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่มีส่วนผสม หรือสารสกัดจากธรรมชาติจะดีที่สุดค่ะ

 นอกจากสภาพผิวที่ได้แจกแจงไปแล้ว คุณสาวๆ บางคนก็ประสบปัญหาแพ้ง่าย ใช้อะไรก็แพ้เป็นผื่น คัน บ้างก็รุนแรงถึงขั้นเป็นรอยไหม้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแพ้ง่ายล่ะก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดสูตรอ่อนโยนทั้งหลาย ใครที่ใช้แต่สบู่ก้อนอาบน้ำมาโดยตลอด และประสบกับปัญหาผิวแห้งตึง แตก คัน ก็ลองเปลี่ยนมาใช้เจลอาบน้ำสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีส่วนผสมของสารชำระล้างที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เพราะเจลอาบน้ำส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งผิวที่แห้งตึงเอาไว้ให้เราหลังอาบน้ำ

ถ้าอยากขัดผิวบ้างเป็นครั้งคราวก็ต้องเลือก ดูส่วนผสมของครีมขัดเป็นสำคัญ เพราะครีมขัดโดยทั่วไปมักทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วยิ่งแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้น ครีมขัดที่เหมาะกับคนทุกสภาพผิวก็ควรมีส่วนผสมของสิ่งที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ มะละกอ, กากกาแฟ หรือเกลือทะเล เป็นต้น ทั้งนี้ยังต้องมีสิ่งที่จะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นหลังการขัดเป็นต้นว่าน้ำมันมะพร้าว เชียร์บัตเตอร์ หรือน้ำผึ้ง

เรื่องของกลิ่นก็สำคัญ เพราะช่วงเวลาที่เราอาบน้ำ หรือขัดผิวก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ผ่อนคลายทั้งหายและใจ ดังนั้น การเลือกกลิ่นก็สำคัญ อย่างกลิ่นของกาแฟ และอบเชยก็จะช่วยให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกลิ่นของกานพลู โรสแมรี่ และตะไคร้ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่น และผ่อนคลายได้ไม่แพ้กันค่ะ

ที่มา : http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=35&post_id=27433

การดูแลสุขภาพด้วย “โยคะ”

September 23, 2009 โดย สายลม  
บทความในหมวดหมู่ : วิธีดูแลผิวพรรณ

โยคะ เป็นปรัชญาแขนงหนึ่งของศาสนาในอินเดียที่กำลังได้รับความสนใจ เพราะวิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิมมีแนวคิดในการแยกจิตใจออกจากกาย คือสิ่งที่ถูกสังเกตและผู้สังเกตจะแยกจากกัน ซึ่งไม่สามารถใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ทั้งหมด แต่คัมภีร์ปรัชญาศาสนาของทางตะวันออกสามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ได้ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มมีแนวคิดว่า จิตใจกับกายจะไม่แยกออกจากกัน การได้คำตอบของสิ่งต่างๆ จะมาจากการตั้งคำถามและวิธีการทดลองที่แตกต่างกัน และยังขึ้นกับจิตของมนุษย์ที่ไปกำหนด คำตอบต่างๆ มีกฎตายตัวที่คอยกำหนด ไม่ใช่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดเหมือนความเชื่อในสมัยก่อน การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติเกิดขึ้นจากภายในของตัวมันเองและมีแบบแผนที่สัมพันธ์กัน ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเหตุปัจจัยในพุทธศาสนา ทำให้ในปัจจุบันนี้มีการหันมาสนใจการดูแลสุขภาพแบบตะวันออกมากยิ่งขึ้น เช่น การแพทย์ของจีนมีการฝังเข็ม ของอินเดียก็คือ อายุรเวท และ โยคะ เป็นต้น

 

ปรัชญาโยคะ ท่านศิวานันทะได้สรุปไว้ว่า ทุกสิ่งจะมีคุณลักษณะ (Guna) 3 ประการ ได้แก่

1. สัตวะ (Sattva) คือ คุณลักษณะที่บริสุทธิ์ของสิ่งต่างๆ ได้แก่ อาหารพวกธัญพืช ผลไม้สด ผักสด น้ำผลไม้สด นม เนย เมล็ดพืช น้ำผึ้ง และ การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด สุขุม ก็ถือเป็นสัตวะด้วย
2. รชัส (Rajas) คือ คุณลักษณะอาหารที่มีฤทธิ์กระตุ้น ได้แก่ อาหารพวกเครื่องเทศ ชา กาแฟ ปลา ไข่ เกลือ ช็อกโกแลต ผลไม้ที่เกือบสุก และ การกินอาหารเร็วก็ถือเป็นรชัสด้วย
3. ทมัส (Tamas) คือ คุณลักษณะความเฉื่อยเนือย ได้แก่ อาหารพวกเนื้อสัตว์ แอลกอฮอล์ ยาสูบ หอม กระเทียม อาหารหมักดอง ผลไม้ที่สุกจัดกำลังจะเน่า น้ำส้มสายชู และ การกินอาหารมากเกินไป (over eating) จะทำให้มึนซึม เฉื่อยเนือยได้ จึงถือว่าเป็นทมัสด้วย
จะเห็นได้ว่าโยคะจะดูแลตั้งแต่เรื่องอาหาร คือต้องรับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่ว่า อาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ คือ อาหารที่มีกากใยสูงๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่ เน้นที่ความสดและไม่เน้นของหมักดอง 

หลักการของโยคะ มี 5 ประการ คือ

1. อาหารดี (proper diet)
2. ออกกำลังกายดี (proper exercise) คือ อาสนะนั่นเอง ซึ่งอาสนะ หมายถึง ท่าบริหารอย่างโยคะ ต้องทำให้เหมาะสมกับวัยและตามจริตวิสัย
3. อากาศดี (proper breathing) คือ ปราณายาม หมายถึง การพัฒนาร่างกายเพื่อเอาประโยชน์จากอากาศให้ดีที่สุด คือการฝึกกระบวนการหายใจนั่นเอง
4. อารมณ์ดี (positive thinking and meditation) ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจ เพราะโยคะเป็นปรัชญาทางศาสนาอย่างหนึ่ง
5. รู้วิธีผ่อนคลาย (proper relaxation) เป็นส่วนหนึ่งของอาสนะ แต่เป็นการเน้นท่าที่ผ่อนคลายเป็นพิเศษ เช่น ท่าศพ เป็นท่าที่สำคัญเพราะปัจจุบันผู้คนมีความเครียดกันมาก ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายด้วย แต่ถ้ารู้วิธีผ่อนคลายก็จะช่วยฟื้นฟูระบบเหล่านี้ขึ้นมาได้ 

 

โยคะเป็นการบริหารที่นอกจากจะบริหารร่างกายแล้วยังมีการบริหารลมหายใจอีกด้วย ผู้ที่ฝึกปฏิบัติโยคะจะมีความแข็งแรงแต่ไม่ใช่แข็งแกร่ง กล่าวคือ แข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ไม่ได้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นจนบึกบึน นอกจากนี้โยคะยังสามารถใช้บำบัดโรคที่เกี่ยวกับโครงสร้างทั่วๆไปได้ เช่น ปวดหลัง ปวดเอว และ ยังช่วยดูแลเรื่องโครงสร้างที่ผิดปกติได้ แต่ต้องไม่ใช่โรคที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด โดยต้องเน้นที่การปฏิบัติเอง ไม่ได้มีผู้อื่นช่วยทำให้เหมือนกับการกายภาพบำบัด ตามแนวคิดของอาจารย์โยคะนั้น โรคต่างๆเกิดขึ้นจากพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติในจักรวาลเข้ามาสู่ตัวเราไหลเวียนได้ไม่ดี เมื่อโรคเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะนั้นไม่ดี ถ้าเราใช้ท่าบริหารให้เลือดไหลไปสู่บริเวณนั้นได้ดีก็จะสามารถรักษาโรคได้ 

 

มีการกล่าวว่าโยคะ คือ การเชื่อมโยงผูกพันในแง่ของการเชื่อมโยงชีวิตเล็กๆของเราเข้ากับชีวิตใหญ่ในธรรมชาติ คือ เชื่อมชีวาตมัน (อัตตาเล็กๆของเรา) เข้ากับอัตตาใหญ่ คือปรมาตมัน (พระผู้เป็นเจ้า) จึงเกิดแนวทางการดำเนินชีวิตที่มุ่งพัฒนาตัวของตนเข้าสู่ชีวิตที่ประเสริฐ 

อัษฎางค์โยคะ หรือ ราชาโยคะ

1. ยม (Yama) เป็นวิธีจัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่เกื้อกูลกับชีวิต ประกอบด้วย อหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียน, สัตยา คือ ความสัตย์, อัสเตยา คือ การไม่ลักขโมย, พรหมจริยา คือ การไม่มักมากในทางกามหรือการไม่มีครอบครัว, อปริครหะ คือ การไม่สะสมส่วนเกิน
2. นิยม (Niyama) เน้นที่ตัวบุคคล คือ หลักปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์แห่งตน การจัดตัวเอง ประกอบด้วย เศาชะ คือ การปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์แห่ง กาย วาจา ใจ มีวิธีการชำระล้างเรียกว่า กริยา, สันโตษะ คือ สันโดษ ความพอใจในสิ่งที่มี, ตปะ คือ มีความเพียรอันแรงกล้า, สวาธยายะ คือ การศึกษาในเรื่องของตัวตน และ อิศวรปณิธาน คือ การตั้งปณิธานของชีวิตว่าทำเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่ได้ทำเพื่อเอาเข้าตัวเอง
3. อาสนะ (Asna) คือ การบริหารร่างกายเพื่อให้เป็นวิหารที่เหมาะสมของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นการเลียนแบบรูปกายของสิ่งต่างๆ
4. ปราณายาม (Pranayama) คือ พลังแห่งจักรวาล เป็นการควบคุมกระบวนการหายใจให้ยาวขึ้นละเมียดละไมขึ้น เพื่อความสงบเย็นของระบบประสาท ความรู้สึกและอารมณ์ ประกอบด้วย ปูรกะ คือ การหายใจเข้า, เรชกะ คือ การหายใจออก, กุมภกะ คือ การกลั้นหายใจ ซึ่งต้องทำในสัดส่วนต่างๆ กัน
5. ปรัตยาหาร (Pratyahara) คือ การควบคุมความรู้สึกนึกคิดให้สงบไม่แล่นส่ายไปกับอารมณ์ภายนอก
6. ธารณา (Dharana) คือ สมาธิ ได้แก่ การกำหนดจิตให้ตั้งมั่นในสิ่งใดๆ อย่างเดียวโดยสิ้นเชิง
7. ธยาน (Dhyana) คือ การเพ่งที่คุณลักษณะไม่ใช่ที่วัตถุ เพ่งจิตต่อพระผู้เป็นเจ้า
8. สมาธิ (Samadhi) คือ สภาวะที่สู่จุดหมายสูงสุดที่บรรลุ ไม่มีการแบ่งแยกแตกต่างเป็นหนึ่งเดียวกัน 

ยม, นิยม, อาสนะ จัดเป็น โยคะภายนอก

ปรัตยาหาร, ธารณา, ธยาน, สมาธิ จัดเป็น โยคะภายใน

ปราณายาม คือ ลมหายใจ จะเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างโยคะภายนอกกับภายใน

เมื่อพิจารณาทั้ง 8 ขั้นตอนแล้ว จึงถือได้ว่าโยคะเป็นองค์รวม กล่าวคือ เป็นหลักการในการดำเนินชีวิตทำให้ชีวิตเข้าสู่ความสมบูรณ์ แต่ในแง่การบริหารทั่วๆ ไปของโยคะเหมาะกับทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือคนชรา ซึ่งการฝึกโยคะจะต้องเริ่มจากท่าพื้นฐานก่อนโดยมีภาพประกอบ แนวคิดโยคะให้ผลดีกับร่างกาย คือ พลังงานในจักรวาลเป็นปราณใหญ่ เข้ามาสู่ในร่างกายเป็นลมปราณ ผ่านทางท่อที่มีอยู่ที่ไม่ใช่กายเนื้อ กล่าวคือ พลังงานไหลเวียนผ่านท่อได้สะดวก ซึ่งสิ่งที่จะต้องฝึก คือ อาสนะ จะทำให้ท่อต่างๆอยู่ในสภาพดี และ ปราณายาม คือ การขับพลังเหล่านี้ให้มันเคลื่อนที่ได้

ในการขับพลังเข้ามาผ่านทางท่อนาทีมีทั้งพลังร้อน (ปิงคลา คือ ทางรูจมูกขวา) กับ พลังเย็น (อิทา คือ ทางรูจมูกซ้าย) แล้วโคจรเข้าไปในร่างกายโดยมีสุศุมนาเป็นท่อหลัก ตรงจุดที่ อิทา ปิงคลา และ สุศุมนา ไขว้กันคือจักระ ซึ่งก็คือแหล่งพลังงาน (รายละเอียดจักระอยู่ใน เรื่อง พลังกายทิพย์) โยคีปฏิบัติอาสนะเพื่อให้ท่อหรือนาทีแข็งแรงอยู่ในสภาพที่ดี และ ฝึกปราณายามเพื่อขับเคลื่อนพลังงานจักรวาลให้มาฝังตัวในร่างกาย 

ท่าบริหารร่างกายแบบโยคะ แบ่งเป็น 7 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มท่ายืน เป็นการบริหารส่วนล่างของร่างกาย เช่น ต้นขา น่อง เข่า ข้อเท้า ได้แก่ ท่าสามเหลี่ยม ท่าหน้าจั่ว
2. กลุ่มท่านั่ง เป็นการบริหารอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการฝึกปราณายาม เช่น ท่าฤๅษี, ท่านักรบ, ท่าผีเสื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนดีในอุ้งเชิงกราน ซึ่งช่วยสุขภาพของสตรีไม่ให้ปวดท้องตอนมีประจำเดือน
3. กลุ่มท่าโค้งตัวไปด้านหน้า ลำตัวเป็นที่อยู่ของช่องทางเดินพลังหลัก ท่านี้เป็นการทำให้กระดูกสันหลังโค้งตัวไปด้านหน้าและด้านหลัง เช่น ท่างู เป็นการยกกระดูกสันหลังส่วนบนขึ้น ท่าตั๊กแตนเป็นการยกกระดูกสันหลังส่วนล่าง ท่าธนูเป็นการยกทั้ง 2 ส่วน
4. กลุ่มท่าโค้งตัวไปด้านหลัง เช่น ท่าสุนัขหอน ท่าอูฐ
5. กลุ่มท่าบิดลำตัว ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวทุกทิศทาง ช่วยไม่ให้ปวดหลังหรือกระดูกทับเส้น
6. กลุ่มท่ากลับศีรษะลง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไร้ท่อ เช่น ท่าศีรษะอาสนะ ท่ายืนด้วยไหล่ จะกระตุ้นต่อมไทรอยด์และพาราไทรอยด์ นอกจากนี้ยังมีท่าคันไถและท่าสุนัขบิด-ขี้เกียจ
7. ท่าพัก เช่น ท่าศพ ตัวท่าไม่สำคัญแต่การปฏิบัติให้ผ่อนคลายจะยาก ซึ่งเป็นท่าที่ต้องฝึกเป็นหลัก

ที่มา : http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=38

« บทความก่อนหน้า